ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับสมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพในการสนับสนุนการวางแผนการดูแลล่วงหน้า
Factors related to nurses competency in facilitating advance care planning
Abstract:
การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาหาความสัมพันธ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับสมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพในการสนับสนุนการวางแผนการดูแลล่วงหน้า และ 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง ความรู้ในการดูแลแบบประคับประคอง ทักษะการสื่อสารในการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายและครอบครัว ทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลทางสุขภาพของพยาบาล และบรรยากาศองค์การกับสมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพในการสนับสนุนการวางแผนการดูแลล่วงหน้า กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลวิชาชีพ จำนวน 293 ราย ที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยอายุรกรรมสามัญ และอายุรกรรมพิเศษ โรงพยาบาลเขตพื้นที่สุขภาพที่ 4 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามสมรรถนะพยาบาลวิชาชีพในการสนับสนุนการวางแผนการดูแลล่วงหน้า 3) แบบสอบถามความรู้ในการดูแลแบบประคับประคอง 4) แบบประเมินทักษะการสื่อสารในการวางแผนการดูแลล่วงหน้าในผู้ป่วยระยะท้ายและครอบครัว 5) แบบสอบถามการรับรู้ทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสุขภาพในการวางแผนการดูแลล่วงหน้า และ 6) แบบประเมินบรรยากาศองค์การ ทดสอบความเที่ยงของแบบสอบถามความรู้ในการดูแลแบบประคับประคองโดยใช้สูตรของคูเดอร์-ริชาร์ดสัน (Kuder-Richardson [KR-20]) มีค่าความเที่ยงเท่ากับ .80 ทดสอบความเที่ยงของแบบสอบถามสมรรถนะพยาบาลวิชาชีพในการสนับสนุนการวางแผนการดูแลล่วงหน้า แบบประเมินทักษะการสื่อสารในการวางแผนการดูแลล่วงหน้าในผู้ป่วยระยะท้ายและครอบครัว แบบสอบถามการรับรู้ทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลทางสุขภาพในการวางแผนการดูแลล่วงหน้า และแบบประเมินบรรยากาศองค์การ โดยใช้สัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbachs Alpha Coefficient) มีค่าความเที่ยงเท่ากับ .92, .88, .92 และ .91 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานส่วนบุคคล ระดับสมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพในการสนับสนุนการวางแผนการดูแลล่วงหน้า โดยใช้สถิติพรรณนา และวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่ศึกษาโดยใช้สถิติสหสัมพันธ์เพียร์สัน (Pearsons Product Moment Correlation) ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีสมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพในการสนับสนุนการวางแผนการดูแลล่วงหน้าอยู่ในระดับปานกลาง (M = 259.23, S.D. = 31.42) ภายหลังการควบคุมตัวแปรแทรกซ้อน ความรู้ในการดูแลแบบประคับประคอง ทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลทางสุขภาพ บรรยากาศองค์การ และทักษะการสื่อสารในการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายและครอบครัว มีความสัมพันธ์ทางบวกกับสมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพในการสนับสนุนการวางแผนการดูแลล่วงหน้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .320, p <. 01 ; r = .425, p < .01 ; r = .591, p < .01 ; r = .650, p < .01) ผลการศึกษาสะท้อนว่า จำเป็นต้องยกระดับสมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพในการสนับสนุนการวางแผนการดูแลล่วงหน้า ซึ่งอาจจัดกระทำผ่านปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ความรู้ ทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลทางสุขภาพ บรรยากาศองค์การ และทักษะการสื่อสารในการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายและครอบครัว
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. หอสมุดแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
Role:
อาจารย์ที่ปรึกษาหลัก
Role:
อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม
©copyrights มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์