แจ้งเอกสารไม่ครบถ้วน, ไม่ตรงกับชื่อเรื่อง หรือมีข้อผิดพลาดเกี่ยวกับเอกสาร ติดต่อที่นี่ ==>
หากไม่มีอีเมลผู้รับให้กรอก thailis-noc@uni.net.th ติดต่อเจ้าหน้าที่เจ้าของเอกสาร กรณีเอกสารไม่ครบหรือไม่ตรง

พุทธธรรมาภิบาล: กลกการปกครองเพื่อกรอยู่ร่วมกันอย่ างสันติของกลุ่มชาติฟันธุ์ในภาคตะวันตก

Organization : ผู้วิจัย
keyword: พุทธธรรมาภิบาล
; กลไกการปกครอง
; การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
; กลุ่มชาติพันธุ์
; ภาคตะวันตก
Abstract: การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพปัจจุบันของการปกครองตามหลักธรรมมาภิบาลของกลุ่มชาติพันธุ์ในภาคตะวันตก (2) วิเคราะห์รูปแบบการปกครองตามหลักธรรมาภิบาลเชิงพุทธ และ (๓) นำเสนอตัวแบบพุทธธรรมาภิบาล: กลไกการปกครองเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของกลุ่มชาติพันธุ์ในภาคตะวันตก โดยการวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยแบบผสานวิธี ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนามจากกลุ่มตัวอย่าง คือกลุ่มชาติพันธุ์ในภาคตะวันตกของประเทศไทย บริบทเชิงพื้นที่จังหวัดราชบุรี (ชาติพันธุ์จีน, ชาติพันธุ์ ยวน, ชาติพันธุ์มอญ, ชาติพันธุ์เขมร, ชาติพันธุ์ลาวเวียง, ชาติพันธุ์ลาวโซ่ง, ชาติพันธุ์กระเหรี่ยง) จำนวน 400 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อการวิจัยทางสังคมศาสตร์ และการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกพระสังฆาธิการ และนักวิชาการศาสนาในพื้นที่จังหวัดราชบุรีจากการสุ่มแบบเจาะจง ตามลักษณะการเป็นตัวแทนของกลุ่มที่เหมาะสม จำนวน ๑๐ ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้ด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา โดยพยายามรักษาสำนวนเดิมไว้ รวมทั้งปรับให้มีความชัดเจนทางการสื่อสารและความหมาย และการสนทนากลุ่มเฉพาะ ร่วมกับหัวหน้าหน่วยงานราชการ ผู้นำชุมชนชาติพันธุ์ และนักวิชาการด้านศาสนา จากการสุ่มแบบเจาะจง ตามลักษณะการเป็นตัวแทนของกลุ่มที่เหมาะสม จำนวน ๘ ท่าน โดยวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันของการปกครองตามหลักธรมาภิบาลของกลุ่มชาติพันธุ์ในภาคตะวันตก โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.00 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน เมื่อเรียงลำดับจากด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดไปหาต่ำสุด พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดได้แก่ ด้านคุณธรรม มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.08 รองลงมาได้แก่ ด้านความโปร่งใส มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.30 ด้านความคุ้มค่า มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.30 ด้านนิติธรรม มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.97 ด้านความมีส่วนร่วม มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.96 และด้านความรับผิดชอบ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.92 ตามลำดับ ๒. รูปแบบการปกครองตามหลักธรรมาภิบาลเชิงพุทธ พบว่า (1) ด้านนิติธรรม มีรูปแบบของการปกครองโดยยึดพระธรรมวินัยเป็นธรรมนูญสูงสุด รูปแบบการปกครองโดยยึดพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ และรูปแบบการไม่มีการกำหนดโทษโดยปราศจากพระธรรมวินัยและกฎหมายรองรับ (2) ด้านคุณธรรม มีรูปแบบของการปกครองโดยธรม รูปแบบการใช้หลักธรรมะในการปกครอง และรูปแบบการรณรงค์ให้นำหลักคุณธรรมไปเผยแพร่ (3) ด้านความโปร่งใส มีรูปแบบของการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ ตรงไปตรงมา ทันการณ์และครบถ้วนสมบูรณ์ และรูปแบบการประชุมกันเป็นเนืองนิตย์ (4) ด้านความมีส่วนร่วม มีรูปแบบของการกระจายอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบไปยังผู้มีความรู้ความสามารถ (5) ด้านความรับผิดชอบ มีรูปแบบของการระงับอธิกรณ์ และรูปแบบการวินิจฉัยลงนิคหกรรม และ (6) ด้านความคุ้มค่า มีรูปแบบการใช้คนให้เหมาะสมกับงานในพระพุทธศาสนาและรูปแบบการใช้ทรัพยากรด้วยความพอเพียงบนทางสายกลาง ๓. ตัวแบบพุทธรรมาภิบาล: กลไกการปกครองเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของกลุ่มชาติพันธุ์ในภาคตะวันตกที่เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน พบว่า พุทธธรรมาภิบาลหรือธรรมาภิบาลเชิงพุทธที่เป็นกลไกลเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มีคุณธรรมเป็นองค์ประกอบสำคัญอยู่ในเนื้อของหลักการทั้งหมด และทำหน้าที่เป็นตัวประสานทุก ๆ หลักการเข้าไว้ด้วยกัน กล่าวคือ ตัวแบบกลไกการปกครองเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของกลุ่มชาติพันธุ์ในภาคตะวันตกตามหลักพุทธธรรมาภิบาล เป็นรูปแบบของการปกครองกันโดยถือกฎหมายและระเบียบวิถีประเพณีของกลุ่มชาติพันธุ์เป็นใหญ่ แต่ยังคงยืดความถูกต้องดีงามด้วยคุณธรรม ไม่เอื้อประโยชน์เฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับการทำงานเป็นทีมตามหลักการของความมีส่วนร่วม มิใช่เปิดโอกาสให้เฉพาะผู้ที่เป็นพวกพ้องหรือกลุ่มเครือญาติเท่านั้น เป็นต้น ดังนั้น คุณธรรมจึงไมใช่เป็นเพียงแค่หลักใดหลักหนึ่งในพุทธธรมาภิบาล แต่งเป็นองค์ประกอบสำคัญอยู่ในเนื้อของหลักการทั้งหมด และทำหน้าที่เป็นตัวประสานทุก ๆ หลักการไว้ร่วมกัน
Abstract: The purposes of this research were (1) to study the current situation of administration according to the Buddhist good governance of ethnic groups in the Western, (2) to analyze the administrative model according to the Buddhist good governance, and (3) to present the model of the Buddhist good governance: administration mechanism for peaceful coexistence of ethnic groups in the western. This research was a mix of methods between quantitative research using questionnaires as a tool to collect field data from a sample group of 400 ethnic people in western Thailand under area context in Ratchaburi Province (Chinese ethnicity, Yuan, Mon, Khmer, Lao Wiang, Lao Suong, Karen), and data were analyzed by using a package for social science research and qualitative research by in-depth interviews with the monks and religious scholars in Ratchaburi province from a specific randomness according to a representative of an appropriate group of 10 people then analyzed the data by means of content analysis, trying to maintain the original expressions and improve the clarity of communication and meaning. Using specific group discussions with government heads, ethnic community leaders and religious scholars from a specific randomness according to the representative of the appropriate group of 8 people by analyzing the data obtained with descriptive content analysis. The findings of this research were following; 1. The current situation of administration according to the Buddhist good governance of ethnic groups in the Western in overall, it was at a high level with an average of 4.00 when considered on each side and found that it was at a high level in all aspects. When sorting from the side with the highest mean to the lowest, it was found that the side with the highest mean, namely, the virtue side had the mean of 4.08, followed by the transparency with the mean of 4.03, the value side had mean value 4.03,the side of law had mean of 3.97, participation side with the mean of 3.96 and responsibility side was at 3.92, respectively 2. The administrative model according to the Buddhist good governance found that (1) as for the rule of law, there was a form of government based on the Dharma-discipline as the highest constitution, form of government based on the Sangha Act and a model of no penalty without the support of discipline and law, (2) in terms of morality, there were forms of governing principles, forms of using principles in government and campaigning for the dissemination of virtues, (3) in terms of transparency, there was a form of disclosure of useful, honest, timely and complete information and the format of constant meetings, (4) in term of participation, there was a form of decentralization of duties and responsibilities to competent persons, (5) on the responsibility side, there was a pattern of suppression the problems and a form of punishment, and (6) in terms of value, there was a model of putting the right man on the right job in Buddhism and patterns of using resource with sufficiency on the middle path. 3. The model of the Buddhist good governance: administration mechanism for peaceful coexistence of ethnic groups in the Western that proper and in line with the current situation, found that the Buddhist good governance was an administrative mechanism for peaceful coexistence as its having morality as an essential element in all principles and acted as a harmonization of all principles, that was, the model of the governing mechanism for the peaceful coexistence of ethnic groups in the Western according to the Buddhist good governance. It was a form of administration based on the laws and traditions of the ethnic group but still held the righteousness and virtue as it was not conducive to a specific group while focusing on teamwork according to the principle of participation. It was not an opportunity for only those who were friends or relatives etc. Therefore, morality was not just one of the principles in Buddhist good governance but also an essential element in all principles and acted as a harmonization of all principles together..
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. ส่วนหอสมุดกลาง
Address: พระนครศรีอยุธยา
Email: library@mcu.ac.th
Role: ผู้ให้ทุน
Created: 2561
Modified: 2566-05-11
Issued: 2566-05-08
งานวิจัย/Research report
application/pdf
tha
©copyrights มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
RightsAccess:
ใช้เวลา
0.027898 วินาที

พระสมุทรวชิรโสภณ
Title Contributor Type
การปฏิบัติหน้าที่พระอุปัชฌาย์ของคณะสงฆ์จังหวัดสมุทรสงคราม ตามความคิดเห็นของสัทธิวิหาริก
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
พระสมุทรวชิรโสภณ (แย้มกรานต์)
สุรพล สุยะพรหม
พระครูสังฆรักษ์เกียรติศักดิ์ กิตฺติปญฺโญ
พิเชฐ ทั่งโต
วิทยานิพนธ์/Thesis
การพัฒนาการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมของคณะสงฆ์จังหวัดสมุทรสงคราม
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
พระสมุทรวชิรโสภณ (โสภณ ธมฺมโสภโณ)
พิเชฐ ทั่งโต
สุรพล สุยะพรหม
ภัทรพล ใจเย็น
วิทยานิพนธ์/Thesis
พุทธธรรมาภิบาล: กลกการปกครองเพื่อกรอยู่ร่วมกันอย่ างสันติของกลุ่มชาติฟันธุ์ในภาคตะวันตก
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
พระสมุทรวชิรโสภณ
ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย MCU RS 610761297
งานวิจัย/Research report
ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย MCU RS 610761297
Title Creator Type and Date Create
พุทธธรรมาภิบาล: กลกการปกครองเพื่อกรอยู่ร่วมกันอย่ างสันติของกลุ่มชาติฟันธุ์ในภาคตะวันตก
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย MCU RS 610761297
พระสมุทรวชิรโสภณ
งานวิจัย/Research report
Copyright 2000 - 2026 ThaiLIS Digital Collection Working Group. All rights reserved.
ThaiLIS is Thailand Library Integrated System
สนับสนุนโดย สำนักงานบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
328 ถ.ศรีอยุธยา แขวง ทุ่งพญาไท เขต ราชเทวี กรุงเทพ 10400 โทร. โทร. 02-232-4000
กำลัง ออน์ไลน์
ภายในเครือข่าย ThaiLIS จำนวน 3
ภายนอกเครือข่าย ThaiLIS จำนวน 2,880
รวม 2,883 คน

More info..
นอก ThaiLIS = 11,185 ครั้ง
มหาวิทยาลัยราชภัฏ = 5 ครั้ง
มหาวิทยาลัยสังกัดทบวงเดิม = 1 ครั้ง
รวม 11,191 ครั้ง
Database server :
Version 2.5 Last update 1-06-2018
Power By SUSE PHP MySQL IndexData Mambo Bootstrap
มีปัญหาในการใช้งานติดต่อผ่านระบบ UniNetHelp


Server : 8.199.132
Client : Not ThaiLIS Member
From IP : 216.73.216.202