ปรากฏการณ์การแข่งขันสะสมอาวุธในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ : กรณีศึกษา ประเทศ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย
The arms race phenomenon in South East Asia : a case study of Malaysia, Singapore, Indonesia
Abstract:
ดุษฎีนิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์ในการศึกษา 3 ประการ 1) ศึกษาและคัดเลือกกรอบแนวคิดและทฤษฎีด้านการแข่งขันสะสมอาวุธที่หลากหลาย เพื่อศึกษาภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นการเฉพาะ 2) ศึกษาวิเคราะห์กรณีศึกษารายประเทศ อันเป็นประเทศที่มีขีดความสามารถทางเศรษฐกิจและครอบครองกำลังรบในระดับสูงพอที่จะก่อให้เกิดการใช้กำลังทหารในภูมิภาค คือ มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ว่ามีคุณลักษณะเฉพาะ พฤติการณ์ หรือการพัฒนาการทางทหารเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพประการใด ที่น่าจะนำไปสู่การแข่งขันสะสมอาวุธในภูมิภาคได้ โดยใช้กรอบแนวคิดทางวิชาการที่ชัดเจน 3) วิเคราะห์ เปรียบเทียบ คาดการณ์ และตั้งข้อสังเกตเพื่อหาคุณลักษณะร่วม ความแตกต่าง แนวโน้ม ปัจจัยต่าง ๆ ที่ได้จากการศึกษาข้างต้น จนนำไปสู่การได้ข้อสรุปที่ได้รับการจากศึกษานี้ การศึกษาครั้งนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการค้นคว้าจากเอกสารทางวิชาการ โดยใช้เอกสารปฐมภูมิ มาจาก เอกสารทางราชการ การสัมภาษณ์บุคคลและองค์กรต่าง ๆ เว็บไซต์ของหน่วยงาน และเอกสารทุติยภูมิ มาจาก ฐานข้อมูลออนไลน์ด้านการทหารและความมั่นคง เช่น ISIS (International Institute for Strategic Studies), SIPRI (Stockholm International Peace Research Institute), ชุดโมดุลออนไลน์ IHS Janes เช่น Janes International Defence, Janes Defence Industry, Janes Defence Weekly, Janes Missiles And Rockets, Janes Navy International, ตำรา เอกสาร รวมไปถึงวารสารทางวิชาการที่หลากหลายด้านยุทโธปกรณ์ ด้านความมั่นคงศึกษา ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1950 จนถึงปัจจุบัน ทั้งหมดเป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ โดยจะให้การอ้างอิงทางวิชาการกำกับไว้ทุกครั้ง เป็นข้อมูลที่ได้รับมาอย่างถูกต้องตามกฎหมายและทั้งหมดเป็นข้อมูลเปิดสู่สาธารณะ ไม่มีการเผยแพร่ความลับทางราชการทั้งในและต่างประเทศ งานวิจัยนี้มีข้อค้นพบดังนี้ 1. ประการแรก การศึกษาปรากฏการณ์การแข่งขันสะสมอาวุธในทางวิชาการ มีความหลากหลายทางทฤษฎีและแนวคิดอย่างมาก ดังนั้น มีความจำเป็นต้องทำการคัดเลือกกรอบแนวคิดมาอธิบายปรากฏการณ์ด้วยภววิสัยที่เที่ยงตรง ทั้งยังต้องมีความเหมาะสม สอดรับสิ่งที่จะเข้าไปศึกษาและอธิบายด้วย ผู้วิจัยได้เลือกแนวคิดทางทฤษฎีของ Samuel Huntington มาจากทฤษฎีที่หลากหลายเหล่านั้น เนื่องจากมีความเหมาะสมที่สุดในการอธิบายบริบทของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ด้านการแบ่งการพิจารณาคุณลักษณะเป็นเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ด้านการเป็นอาวุธตามแบบ ด้านการเป็นการแข่งขันในระดับภูมิภาค ด้านการที่มีระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีทางทหารขั้นพื้นฐาน) นอกจากนี้ ผู้วิจัยค้นพบว่า การรับเอาแนวคิดทางทฤษฎีของนักคิดท่านเดียว ที่เคยใช้แนวคิดนั้นอธิบายในบริบทที่แตกต่างกัน แม้ว่าจะมีพลังในการอธิบายในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่เพียงพอนัก เพราะในภาวะปัจจุบันที่บริบทแวดล้อมที่เปลี่ยนไปมากนั้น มีความจำเป็นต้องเปิดรับกรอบแนวคิดอื่น ๆ เข้ามาประกอบด้วย ผู้วิจัยได้นำแนวคิดด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมทางทหารของ Marek Thee และแนวคิดนโยบายการชดเชยทางยุทธพาณิชย์ (Offset Policy) มาอธิบายเพิ่มเติมในกรณีศึกษาที่เลือกไว้ด้วย หลังจากการใช้กรอบแนวคิดดังกล่าว พบว่ามันได้ช่วยให้การวิเคราะห์ปัญหามีความสมบูรณ์และรอบด้านขึ้น 2. ประการที่สอง ผู้วิจัยได้คิดค้นความเข้าใจส่วนตัวด้านการแข่งขันสะสมอาวุธในยุคร่วมสมัยขึ้นมาด้วย ผู้วิจัยเข้าใจการแข่งขันสะสมอาวุธว่า เป็นสถานการณ์ที่ประเทศหรือกลุ่มประเทศทำการพัฒนากองทัพ ด้วยอัตราที่เร่งรีบผิดปกติไปจากช่วงเวลาอื่น ๆ ก่อนหน้านี้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในเชิงคุณภาพ (หรือด้านการพัฒนาการทางเทคโนโลยีทางทหาร) และเชิงปริมาณ (หรือด้านการจัดซื้อยุทโธปกรณ์เพิ่มเติม) ทั้งนี้ ในการเปรียบเทียบการพัฒนากองทัพนั้น จะต้องเป็นไปในระนาบเดียวกัน เช่น อาวุธประเภทเดียวกัน ขีดความสามารถทางอุตสาหกรรมเดียวกัน และรัฐที่แข่งขันกันมักจะมีพฤติกรรมการดำเนินนโยบายที่ใกล้เคียงกัน แม้ว่าแนวคิดของผู้วิจัยจะมีส่วนคล้ายผู้อื่นอยู่ด้วย โดยเฉพาะแนวคิดของ Samuel Huntington ผู้วิจัยมีความเชื่อว่า ในขณะที่นักทฤษฏีส่วนใหญ่มักจะนำเอาขีดความสามารถและความตั้งใจมาเป็นสิ่งที่พิจารณาการแข่งขันสะสมอาวุธ ผู้วิจัยเห็นว่าความตั้งใจนั้นยากแก่การประเมินและมีปัญหาอยู่มาก เพราะเป็นสิ่งที่มาจากผู้นำทางการเมืองและการทหารในปัจจุบันที่ยากแก่การพิสูจน์ความจริงในสิ่งที่พูดออกมาและยากแก่การตีความอีกด้วย ผู้นำในยุคร่วมสมัยมีทักษะการแสดงความเห็นและคำพูดที่ยากจะหยั่งถึง ทั้งยังเป็นสิ่งที่ได้รับการตระเตรียมอย่างระมัดระวังจากข้าราชการและเทคโนแครคที่ต้องการปกปิดเจตนารมย์ที่แท้จริงหรือการคุกคามเป็นภัยต่อฝ่ายตรงข้ามโดยเฉพาะการก่อสงครามที่จะมาถึงที่ใช้การโจมตีก่อนโดยไม่บอกล่วงหน้า ดังนั้น งานวิจัยนี้จะเน้นไปที่การศึกษาการพัฒนาขีดความสามารถทางทหารในแง่ต่าง ๆ และนโยบายการพัฒนาอาวุธที่เกี่ยวข้องมากกว่า 3. ประการที่สาม ผู้วิจัยค้นพบว่า แม้ว่ากรอบแนวคิดทางวิชาการที่ใช้ ปรากฎการณ์ที่พยายามศึกษา ดูจะเป็นประเด็นทางสังคมศาสตร์ล้วน แต่ในงานวิจัยนี้ได้แสดงให้เห็นว่า ในภาคปฏิบัติเพื่อการวิเคราะห์ปัญหาแล้ว สังคมศาสตร์ ไม่สามารถแยกตัวออกจากศาสตร์ด้านอื่น ๆ ได้เลย ในหนทางการศึกษาการแข่งขันสะสมอาวุธของงานนี้นั้น ความเป็นสังคมศาสตร์ ได้สัมผัสกับปัญหาทางวิศวกรรมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ เทคโนโลยี คณิตศาสตร์ และอื่น ๆ อีกมากมายด้วย 4. ประการที่สี่ ผู้วิจัยค้นพบว่า ประเทศที่คัดเลือกมาเป็นกรณีศึกษานั้น เป็นประเทศที่มีอิทธิพลทางการทหารระดับสูงในภูมิภาค มีกำลังกองทัพที่แข็งแกร่ง มีขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมอาวุธในระดับสูงของภูมิภาค โดยทั้งสามประเทศไม่เคยร่วมมือกันอย่างเป็นรูปธรรม และที่สำคัญที่สุด จากผลการวิจัยได้ชี้ให้เห็นว่า ทั้งสามประเทศได้มีพฤติกรรมการแข่งขันสะสมอาวุธอย่างชัดเจน เพราะจากการวิเคราะห์คุณลักษณะการพัฒนาเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณนั้น พบว่า เป็นกระบวนการพัฒนาที่เป็นไปอย่างเร่งรีบผิดปกติ นอกจากนี้ ยังมีความแตกต่างที่น่ากังวลที่ว่า แม้ว่าในวงการวิชาการบางท่านจะให้ความเห็นว่า ได้เกิดการแข่งขันสะสมอาวุธขึ้นในภูมิภาคแล้ว แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ยังไม่มีผู้นำทางการเมือง การทหาร ยอมรับว่าได้เกิดเหตุการณ์นั้นจริง แต่ผู้นำเหล่านั้น ได้ริเริ่มพัฒนากิจการทางทหารด้านต่าง ๆ อย่างจริงจังในประเทศตนเอง ผู้วิจัยเห็นว่า การเกิดขึ้นของปรากฎการณ์นี้แต่ไม่มีใครยอมรับว่ามันได้เกิดขึ้น น่าจะเป็นคุณลักษณะอย่างหนึ่งของการแข่งขันสะสมอาวุธในโลกปัจจุบันด้วย 5. ประเทศที่เลือกมาเป็นกรณีศึกษานั้น ได้แสดงให้เห็นถึงคุณลักษณะการพัฒนาทางทหารเชิงประมาณและเชิงคุณภาพที่เป็นไปอย่างเร่งรีบและแข่งขันกันอย่างชัดเจน ผู้วิจัยค้นพบว่ายังมีหลายเรื่องที่วงการวิชาการและสังคมในวงกว้างยังไม่ได้รับรู้และยังเข้าไม่ถึงข้อมูลเชิงลึก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระดับขีดความสามารถอุตสาหกรรมทางทหาร นโยบายการชดเชยทางยุทธพาณิชย์ และกิจกรรมด้านการพัฒนาอาวุธในด้านต่าง ๆ สิ่งนี้หากได้รับการวิเคราะห์ในทางวิชาการแล้วจะอำนวยประโยชน์หลายประการ ไม่ว่าจะเป็น การปรับภูมิทัศน์และมุมมองความมั่นคงของประเทศไทย การแสวงหาโอกาสทางธุรกิจด้านอาวุธในภูมิภาค และการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาค ที่ยังรอการแก้ไขและเติมเต็มจากผู้นำทางการเมืองและการทหารอยู่ เพราะจะนำไปสู่ความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันในระดับที่สูงขึ้นของอาเซียน
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. หอสมุดแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
©copyrights มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์