รูปแบบการฝึกอบรมยุวมัคคุเทศก์เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในแหล่งท่องเที่ยวโบราณสถานปราสาทสด๊กก๊อกธม ด้วยกระบวนการสิ่งแวดล้อมศึกษา
A youth guide training model for environmental conservation in the Sadok Kok Thom archeological tourist site under the environmental education process
Abstract:
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพ ปัญหาและความต้องการในการจัดการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในแหล่งท่องเที่ยวเชิงโบราณสถานปราสาทสด๊กก๊อกธม 2) พัฒนารูปแบบการฝึกอบรมยุวมัคคุเทศก์อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในแหล่งท่องเที่ยวเชิงโบราณสถานปราสาทสด๊กก๊อกธม ด้วยกระบวนการสิ่งแวดล้อมศึกษา 3) เปรียบเทียบจิตสำนึกต่อการนำเที่ยวด้านความรู้ เจตคติ และการปฏิบัติการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในแหล่งท่องเที่ยวเชิงโบราณสถานปราสาทสด๊กก๊อกธม ด้วยกระบวนการสิ่งแวดล้อมศึกษา 4) ศึกษาความพึงพอใจของยุวมัคคุเทศก์ต่อรูปแบบการฝึกอบรมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม 5) ประเมินรูปแบบการฝึกอบรมยุวมัคคุเทศก์เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในแหล่งท่องเที่ยวโบราณสถานปราสาทสด๊กก๊อกธม ด้วยกระบวนการสิ่งแวดล้อมศึกษา กระบวนการวิจัย ประกอบด้วย 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพ ปัญหาและความต้องการในการจัดการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในแหล่งท่องเที่ยวเชิงโบราณสถานปราสาทสด๊กก๊อกธม ศึกษาจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 372 คน ได้แก่ บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการจัดการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในแหล่งท่องเที่ยวเชิงโบราณสถานปราสาทสด๊กก๊อกธม และประชาชนในพื้นที่อำเภอโคกสูง 4 ตำบล ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ เกี่ยวกับสภาพปัญหาและความต้องการในการจัดการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในแหล่งท่องเที่ยวโบราณสถานปราสาทสด๊กก๊อกธม ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.69 สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบการฝึกอบรมยุวมัคคุเทศก์เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในแหล่งท่องเที่ยวโบราณสถานปราสาทสด๊กก๊อกธม ด้วยกระบวนการสิ่งแวดล้อมศึกษา โดยผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบการฝึกอบรมเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในแหล่งท่องเที่ยว จำนวน 10 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีวิเคราะห์เนื้อหา ระยะที่ 3 ทดลองใช้รูปแบบการฝึกอบรมยุวมัคคุเทศก์เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในแหล่งท่องเที่ยวโบราณสถานปราสาทสด๊กก๊อกธม ด้วยกระบวนการสิ่งแวดล้อมศึกษา โดยการอบรมยุวมัคคุเทศก์ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนโรงเรียนบ้านโคกสูง ตำบลโคกสูง อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว จำนวน 67 คน ที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการวิจัย โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลองเป็นนักเรียนที่เคยอบรมยุวมัคคุเทศก์ จำนวน 31 คน และกลุ่มควบคุมเป็นนักเรียนที่ไม่เคยอบรมยุวมัคคุเทศก์ จำนวน 36 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบวัดความรู้ แบบวัดเจตคติ แบบวัดการปฏิบัติและแบบสอบถามความพึงพอใจ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่าเกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในแหล่งท่องเที่ยวเชิงโบราณสถานปราสาทสด๊กก๊อกธม ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.73 และเปรียบเทียบความรู้ เจตคติ และการปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในแหล่งท่องเที่ยวเชิงโบราณสถานปราสาทสด๊กก๊อกธมของยุวมัคคุเทศก์ที่เคยอบรมและไม่เคยอบรม และระยะที่ 4 ประเมินรูปแบบการฝึกอบรมยุวมัคคุเทศก์ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบประเมินรูปแบบการฝึกอบรมยุวมัคคุเทศก์ เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.72ผลการวิจัยพบว่า1. สภาพการจัดการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในแหล่งท่องเที่ยวเชิงโบราณสถานปราสาทสด๊กก๊อกธม โดยรวมอยู่ในระดับน้อย ( = 2.03, S.D.= 0.52) ปัญหาการจัดการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในแหล่งท่องเที่ยวเชิงโบราณสถานปราสาทสด๊กก๊อกธม โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( = 3.07, S.D.= 1.28) ส่วนความต้องการการจัดการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในแหล่งท่องเที่ยวเชิงโบราณสถานปราสาทสด๊กก๊อกธม กลุ่มตัวอย่างต้องการให้มีการสำรวจข้อมูลมีการประชุมสรุปปัญหา จัดอบรมยุวมัคคุเทศก์ และติดตามและประเมินผลการจัดการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในแหล่งท่องเที่ยวเชิงโบราณสถานปราสาทสด๊กก๊อกธมอย่างต่อเนื่องต่อไป2. รูปแบบการฝึกอบรมยุวมัคคุเทศก์เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในแหล่งท่องเที่ยวโบราณสถานปราสาทสด๊กก๊อกธม ด้วยกระบวนการสิ่งแวดล้อมศึกษา สร้างขึ้นจากการสังเคราะห์แนวคิดการอนุรักษ์โบราณสถาน หลักการสิ่งแวดล้อมศึกษา การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการและทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือ มี 6 ขั้นตอน คือ 1) วิเคราะห์ประเด็นปัญหา 2) เลือกปัญหา 3) กำหนดวิธีการปรับปรุงประเด็นปัญหา 4) สร้างรูปแบบการจัดการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม 5) ประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และประเมินรูปแบบ 6) รายงานผล3. การเปรียบเทียบจิตสำนึกต่อการนำเที่ยวด้านความรู้ เจตคติ และการปฏิบัติ พบว่า ยุวมัคคุเทศก์มีจิตสำนึกต่อการนำเที่ยวเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแหล่งท่องเที่ยวเชิงโบราณสถานปราสาทสด๊กก๊อกธม ด้านความรู้ เจตคติ และการปฏิบัติหลังการอบรมกลุ่มที่เคยรับการอบรม มีความรู้ เจตคติ และการปฏิบัติ สูงกว่ากลุ่มที่ไม่เคยรับการอบรม และจิตสำนึกต่อการนำเที่ยวเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแหล่งท่องเที่ยวเชิงโบราณสถานปราสาทสด๊กก๊อกธม ด้านความรู้ เจตคติ และการปฏิบัติของยุวมัคคุเทศก์หลังการอบรมยุวมัคคุเทศก์ที่มีเพศต่างกันมีความรู้ เจตคติ และการปฏิบัติเกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแหล่งท่องเที่ยวเชิงโบราณสถานปราสาทสด๊กก๊อกธมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.054. ความพึงพอใจของยุวมัคคุเทศก์ต่อรูปแบบการฝึกอบรม พบว่า มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( = 4.07, S.D.= 0.21)5. การประเมินรูปแบบการจัดการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในแหล่งท่องเที่ยวเชิงโบราณสถานปราสาทสด๊กก๊อกธม ด้วยกระบวนการสิ่งแวดล้อมศึกษา พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.58, S.D.= 0.14)
มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์. สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ
Role:
ประธานที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์.
CallNumber:
วพ 307.33 ก974ร 2559
©copyrights มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ฯ