ปัญหาการบังคับใข้รัฐธรรมนูญแห่งราขอาณาจักรไทย
The Problem concerning enforcement of the constitution section 295
Abstract:
การบังคับใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา 295 ต้องพิจารณาคตินิยมรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดหรือแนวคิด Constitutionalism พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รับสั่งว่าเป็นกฎหมายแม่ และมีพระราชกระแสว่า ต้องเข้าใจเจตนารมณ์ในการมีรัฐธรรมนูญยิ่งกว่าเจตนารมณ์ของตัวรัฐธรรมนูญ การปกครองโดยรัฐธรรมนูญก็คือ ระบอบนิติรัฐ หลักนิติธรรม บังคับใช้กฎหมายตามนิติประเพณีและนิติวิธี ยืนยันถึงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์ประมุข อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย คำนึงถึงสิทธิเสรีภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ปฏิรูปการเมืองให้เป็นขอพลเมือง ยิ่งกว่าเป็นของนักการเมือง มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ให้ประชาชยมีส่วนร่วม แยกฝ่ายบริหารออกจากฝ่ายนิติบัญญัติ และให้ฝ่ายบริหารมีเสถียรภาพมั่นคงมาตรา 295 เป็นประเด็นสำคัญในการศึกษาวิจัย คือ ทำความเข้าใจในปรัชญากฎหมายรัฐธรรมนูญชั้นสูง ซึ่งได้แยกความหมายคำว่า รัฐธรรมนูญ ออกจากคำว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญ หลักการสำคัญของรัฐธรรมนูญเสรีประชาธิปไตยคือ หลักนิติธรรม(Rule of Law) และหลักนิติรัฐ(Legal State) หลักการประชาธิปไตยที่เรียกว่า"Democratic Principle" มีความมุ่งหมายที่สำคัญ 2 ประการคือ ให้รัฐบาลมีอำนาจอย่างเพียงพอที่จะดำรงรักษาไว้ซึ่ง ประโยชน์มหาชน หรือประโยชน์ส่วนรวมอย่างมีประสิทธิภาพโดยต่อเนื่องมั่นคงมีเสถียรภาพ และในขณะเดียวกันก็คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน จากการแทรกแซงตามอำเภอใจของรัฐบาล โดยเสมอภาคกัน ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย การปฏิรูปการเมืองต้องแก้ไขปัญหาของการเมืองทั้งระบบ ไม่ใช่จุดใดจุดหนึ่ง มุ่งหมายสร้างความสุจริตและประสิทธิภาพทางการเมืองคำว่า"รัฐธรรมนูญ"มีความหมายแตกต่างไปจากคำว่า"กฎหมายรัฐธรรมนูญ" คำแรกมีความหมายแคบกว่าคำหลัง กล่าวคือ หมายถึงเฉพาะส่วนที่เป็นตัวบทกฎหมายลายลักษณ์อักษรในยุคหนึ่งสมัยหนึ่งเท่านั้น ในขณะที่คำว่า"กฎหมายรัฐธรรมนูญ" มีความหมายรวมไปถึงกฎเกณฑ์ในการปกครองประเทศ ทั้งที่ได้บัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษร และ/หรือจารีตประเพณีอันมีมาอย่างต่อเนื่องส่วนคำว่า"สถาบันทางการเมืองการปกครอง" ในทางนิติศาสตร์ถือเป็นบทบัญญัติทั้งหมดในทางกฎหมาย เกี่ยวกับวัตถุประสงค์อย่างเดียวกันหรือภารกิจหน้าที่อย่างเดียวกัน ส่วนในทางรัฐศาสตร์มีความหมายถึงความคิดความเชื่อที่เป็นคตินิยมของคนในชาติ รวมตลอดไปจนถึงขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆที่ปฏิบัติสืบต่อกันมารัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปการเมือง ประกาศใช้เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2540 ครบ 5 ปี เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2545 ทั้ง 336 มาตราดังกล่าว มาตรา 295 อยู่ในหมวด 10 ว่าด้วยการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ แบ่งเป็นส่วนที่ 1 ว่าด้วยการแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สิน(มาตรา 290-296) ซึ่งครอบคลุมบทบัญญัติมาตรา 295 ไม่เกี่ยวกับส่วนที่ 2,3,และ4 ซึ่งเป็นกรณีอื่นกฎหมายรัฐธรรมนูญมีความหมายรวมถึงบทบัญญัติในมาตรา 7 ไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับให้วินิจฉัยไปตามประเพณีการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข การบังคับใช้มาตรา 295 ในกรณีของนักการเมืองระดับหัวหน้าพรรค ซึ่งดำรงตำแหน่งสูงสุดในทางการเมือง โดยผู้ทำวิทยานิพนธ์ได้ยื่นขอให้ตรวจสอบการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน เพื่อพิสูจน์ทราบว่ามีการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญมาตรา 295 หรือไม่ ดังที่ปรากฏเป็นข่าวทั่วไป กรณีนี้ไม่เคยมีประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยมาก่อน แม้ในอดีตจะมีการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามกฎหมาย ป.ป.ป.เดิม แต่ก็เป็นไปตามกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติ ไม่ใช่บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดปัญหาในการบังคับใช้มาตรา 295 ที่ได้ค้นพบก็คือ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะอย่างยิ่งศาลรัฐธรรมนูญและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ทั้งสององค์กรมีความเข้าใจในปรัชญาและวัฒนธรรมขององค์กรแตกต่างกัน ประกอบกับการเข้าสู่ตำแหน่งของคณะกรรมการองค์กรอิสระของทั้งสององค์กร มีความเกี่ยวข้องทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น การตรวจสอบเพื่อให้บรรลุเป้าหมายชองการปฏิรูปการเมือง การบังคับใช้ ตีความและการแปลความดังกล่าวเหล่านี้ จึงเป็นปัญหาเพราะความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องตรงกัน ขาดความรู้ความเข้าใจพื้นฐาน เนื่องจากเป็นกรณีที่มีการบัญญัติไว้เป็นครั้งแรก และเป็นช่วงระยะเปลี่ยนผ่านจากโครงสร้างทางการเมืองการปกครองเดิม เช่น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญส่วนหนึ่งมาจากอดีตตุลาการศาลยุติธรรม ตุลาการส่วนหนึ่งมาจากผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์และสาขาอื่นๆ ซึ่งต่างคนต่างคุ้นเคยกับวัฒนธรรมขององค์กรเก่า เมื่อมาทำหน้าที่ในองค์กรสูงสุดตามรัฐธรรมนูญและคำวินิจฉัยมีผลผูกพันตามรัฐธรรมนูญเช่นนี้ จากการศึกษาโครงสร้างการทำงานของศาลรัฐธรรมนูญ ในทาปฏิบัติพบว่าบางครั้งยังใช้วิธีพิจารณาเหมือนศาลยุติธรรม การแก้ต่างว่าว่าต่างของทั้งฝ่ายผู้ร้องและผู้ถูกร้อง โดยเฉพาะทนายความของผู้ถูกร้องยังติดยึดอยู่กับรูปแบบการต่อสู้คดีในศาลยุติธรรมทั่วไปสภาพปัญหาทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายดังกล่าว ทำให้การบังคับใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 295 เบี่ยงเบนไปจากเจตนารมณ์ของการมีรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ โดยเฉพาะต่อปรัชญาของระบบกล่าวหาและระบบไต่สวน ยังมีความสับสนในปรัชญาของการตีความและการแปลความ ที่เกี่ยวข้อกับบทนิยามความหมายของถ้อยคำในมาตรา 295 เช่นคำว่า ผู้ใดจงใจ ยังมีการอธิบายเปรียบเทียบกับหลักเจตนาเล็งเห็นผลหรือประสงค์ต่อผล ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 59 และ/หรือหลักเรื่องจงใจ ประมาทเลินเล่อตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ซึ่งไม่น่าจะถูกต้อง คำว่า จงใจ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 295 เป็นการบัญญัติขึ้นใหม่โดยปรัชญากฎหมายมหาชนชั้นสูง โดยบริบทของรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด เป็นกฎหมายแม่บท เป็นกฎหมายของกฎหมาย แม้ว่าอาจอธิบายเทียบเคียง(Analogy)ได้ แต่จะนำมาใช้เป็นสาระในการวินิจฉัยชี้ขาดไม่ได้ดังกล่าวนี้มีข้อสรุปพื้นฐานว่า ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญแต่ไม่ใช่ศาลสูงสุด แต่ศาลฎีกาโดยนิติประเพณียังคงเป็นศาลสูงสุด ส่วนศาลรัฐธรรมนูญนั้นเป็นศาลทางนิติ-รัฐศาสตร์หรือศาลกึ่งการเมือง ซึ่งต้องใช้การผสมผสานทั้งหลักนิติศาสตร์ หลักรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์สาขาอื่นๆ ศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่อาจวินิจฉัยโดยวิธีพิจารณา และ/หรือแบบธรรมเนียมปฏิบัติ ดังเช่นที่ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ได้ใช้อยู่ ตรงกันข้าม ศาลรัฐธรรมนูญซึ่งพึงจะต้องวินิจฉัย บังคับใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 295 โดยพิจารณาองค์รวม อันเป็นประโยชน์สูงสุดของการมีรัฐธรรมนูญ โดยนัยของการปฏิรูปการเมือง แต่ต้องไม่ทำลายหรือลบล้างหลักนิติรัฐหรือหลักนิติธรรมเสียสิ้นเชิง เพราะหากการใช้บทบัญญัติมาตรา 295 เน้นหนักไปในทางรัฐศาสตร์มากกว่าหลักนิติศาสตร์ ความไม่แน่นอนของหลักเกณฑ์และ/หรือทฤษฎีอำเภอใจ โดยฝ่ายข้างมากจะเกิดขึ้นดังที่กล่าวมาข้างต้นนี้ เป็นการวิเคราะห์อย่างแคบ สำหรับการวิเคราะห์อย่างกว้าง โดยนัยของกฎหมายมหาชนชั้นสูง พบว่า การบังคับใช้กฎหมายของศาลรัฐธรรมนูญ และ/หรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง จะต้องบังคับใช้ให้เป็นบรรทัดฐาน เสมือนหนึ่งคำพิพากษาศาลยุติธรรมสูงสุด และ/หรือคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หรือศาลที่เรียกในชื่ออื่น ดังเช่น คดีรัฐธรรมนูญอันมีชื่อเสียงของสหรัฐอเมริกา(Marbury V. Madison.The Supreme Court's Authority in Constitutional Adjudication,1 Cranch 137,2 L,.Ed.60(1803).) ซึ่งศาลยุติธรรมไทยไดนำหลักการมากล่าวอ้างไว้ในคำพิพากษาฎีกาที่1/2489 และ/หรือคำวินิจฉัยของศาลยุติธรรมสูงสุดแห่งสหรัฐอเมริกา ในคดีที่เกี่ยวข้องกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสูงสุด(ประธานาธิบดี) คดีSCOTUS 2000 คดีต่างๆเหล่านี้สามารถบังคับใช้ได้เป็นการทั่วไป เป็นหลักการ ปรากฏต่อนานาอารยประเทศ ไม่ใช่เฉพาะสหรัฐอเมริกาหรือประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น
มหาวิทยาลัยรามคำแหง.สำนักหอสมุดกลาง
Address:
กรุงเทพมหานคร (Bangkok)
Role:
คณะกรรมการที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์
Role:
คณะกรรมการที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์
©copyrights มหาวิทยาลัยรามคำแหง